เปิดเหตุผลศาลรัฐธรรมนูญ อธิบายชัด!ทำไมไอทีวีไม่ใช่สื่อ

จากกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 : 1 ว่า สมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) นั้นคำพูดจาก เว็บสล็อตใหม่ล่าสุด

เปิดใจ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หลังรอดคดีหุ้นไอทีวี

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสมาชิกภาพสส. "พิธา"ไม่สิ้นสุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายเหตุผลในการพิจารณาข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงในคดีไว้อย่างน่าสนใจ

โดยเริ่มจากข้อพิจารณาในเบื้องต้น ตามข้อโต้แย้งของนายพิธา ที่ว่านายพิธา ไม่มีอำนาจครอบงำกิจการบริษัทไอทีวี เนื่องจากถือหุ้น 42,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.00348% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทไอทีวีนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกล่าว ห้ามเข้าถือหุ้นในกิจการต้องห้าม ดังนั้นการถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ไม่ว่าจะมีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการหรือไม่ ก็ถือว่าถือหุ้นแล้วตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) แล้ว

ข้อโต้แย้งที่ว่ากรณีที่ปรากฎชื่อนายพิธาเป็นผู้ครอบครองหุ้นดังกล่าว เป็นการครอบครองแทนนายภาษิณ ก่อนจะมีการโอนหุ้นให้นายภาษิณนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า นายพิธารับโอนหุ้นดังกล่าวจากนายพงศ์ศักดิ์ ตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นการโอนในฐานะผู้จัดการมรดก แต่นายพิธาก็มีฐานะทายาทที่มีสิทธิในหุ้นดังกล่าว จึงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไอทีวีนับตั้งแต่ปี 2550

ส่วนกรณีที่อ้างว่าไม่ทราบว่าหุ้นดังกล่าวสามารถโอนได้เนื่องจากไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จนได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ว่าโอนได้ จึงมีการโอนหุ้นให้นายภาษิณนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากข้อพิรุธหลายประการจึงยังฟังไม่ได้ว่า นายพิธาโอนหุ้นดังกล่าวจริง และฟังได้ว่านายพิธายังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในวันที่พรรคก้าวไกลยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส. ต่อกกต.

ส่วนการประกอบกิจการของบริษัทไอทีวียังเป็นสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การพิจารณาว่านิติบุคคลใดเป็นสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ไม่อาจพิจารณาแต่เพียงวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลที่จดแจ้งไว้อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะพิจารณาควบคู่กับพฤติการณ์ของนิติบุคคลด้วยว่ามีการประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์นั้นหรือไม่

ข้อท็จจริงปรากฎว่า บริษัทไอทีวี จำกัด มหาชน ระบุวัตถุประสงค์การดำเนินกิจการบริษัททั้งหมด 45 ข้อ โดยข้อ 18, 40, 41, 43 เป็นกิจการสื่อมวลชน ต่อมา สปน.มีหนังสือลงวันที่ 7 มี.ค.2550 แจ้งบอกเลิกสัญญาบริษัทไอทีวี และจนถึงปัจจุบันยังพบข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมว่าบริษัทไอทีวี หยุดกิจการชั่วคราวตั้งแต่ วันที่ 8 มี.ค.2550 จนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งเมื่อพิจารณาแบบนำส่งงบการเงิน ปี 2560-65 ระบุประเภทธุรกิจว่าสื่อโทรทัศน์ ระบุสินค้าและบริการว่า ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากติดคดีความ มีรายได้จากผลตอบแทนการลงทุนและดอกเบี้ยรับ ขณะที่บรัทย่อยก็หยุดดำเนินกิจการไปด้วย และเมื่อพิจารณา ภงด.50 ตั้งแต่ปี 2560-65 ระบุรายได้โดยตรงจากการประกอบกิจการเป็น 0 บาท และระบุรายได้อื่นว่ามาจากดอกเบี้ยรับ

ส่วนกรณีเอกสารงบการเงินบริษัทในปี 2565 ที่มี 2 ฉบับนั้น คิมห์ สิริทวีชัย (ผู้ลงนามการประชุมผู้ถือหุ้น ITV)เบิกความว่า เอกสารงบการเงินทั้ง 2 ฉบับ เป็นฉบับจริง แต่มีการยื่นเอกสารฉบับหลังแก้ไขเพื่อยกเลิกเอกสารฉบับแรก ที่ระบุประเภทสินค้าว่าสื่อโฆษณาเป็นไปตามคำแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ว่าการกรอกงบการเงินในกรณีที่ไม่ได้ประกอบกิจการให้ระบุตามวัตถุประสงค์บริษัท

ส่วนกรณีรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีผู้ถือหุ้นถามว่าบรัทยังประกอบกิจการเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ คิมห์ สิริทวีชัยบอกว่า การที่ตอบว่าบริษัทยังประกอบกิจการอยู่ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทนั้น ไม่ใช่การยืนยันว่าบริษัทยังดำเนินกิจการสื่อมวลชน นอกจากนี้หากศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้บริษัทชนะคดี จึงจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินกิจการต่อหรือไม่

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาประกอบการนำส่งงบการเงินของบริษัท แม้จากการไต่สวนฟังได้ว่าบริษัทไอทีวีตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการสื่อ แต่เมื่องบการเงินตั้งแต่ปี 2560-65 ปรากฎข้อมูลที่ตรงกันว่าไอทีวียุดกิจการตั้งแต่ สปน.บอกเลิกสัญญาในปี 2550 และบริษัทไม่มีสิทธิในคลื่นความถี่ที่จะดำเนินการสถานีโทรทัศน์ได้อีกต่อไป และเกิดคดีพิพาทในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งบริษัทไอทีวีไม่ได้ฟ้องร้องเรียกร้องให้มีการคืนสิทธิสถานีทรทัศน์ให้แต่อย่างใด และเห็นว่าหากท้ายที่สุดบริษัทไอทีวีชนะคดีก็ไม่มีผลให้ได้รับคือคลื่นความถี่และประกอบกิจการสื่อโทรทัศน์ได้อีก

สรุปได้ว่าบริษัทไอทีวีไม่มีสิทธิประกอบกิจการสื่อโทรทัศน์ตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.2550 และการที่บริษัทไอทีวียังคงสถานะนิติบุคคลเดิมไว้ ก็เพื่อการดำเนินคดีที่ค้างอยู่ในศาลเท่านั้น นอกจากนี้ไม่ปรากฎว่าบริษัทมีรายได้จากการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน แต่มีรายได้จากผลตอบแทนจากการลงทุนและดอกเบี้ยรับ และการที่นายคิมเบิกความว่าหากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้บริษัทไอทีวีชนะคดีจะมีการพิจารณาอีกครั้ง ระหว่างกรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้น ว่าบรัทจะดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ ซึ่งอาจจะประกอบกิจการสื่อมวลชน หรือประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์บริษัทข้อใดข้อหนึ่งจาก 45 ข้อก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต

จึงแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ สปน.บอกเลิกสัญญาจนถึงปัจจุบันบริษัทไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน อีกทั้งไม่ปรากฎหลักฐานว่าบริษัทไอทีวีได้รับใบอนุญาติให้ประกอบกิจการเกี่ยวกับสื่อมวลชนต่างๆ รวมทั้งกิจการภาพยนต์ วิดิทัศน์ และสื่อโฆษณา

ดังนั้น ณ วันที่นายพิธาสมัครรับเลือกตั้ง สส. บริษัทไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิม หรือสื่อมวลชนใดๆ การถือหุ้นดังกล่าวจึงไม่ทำให้มีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรับธรรมนุญมาตรา 98(3) อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธาไม่สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3)

กางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "พิธา" ไม่สิ้นสุด สส.คดีหุ้น ITV

ปฏิทินวันพระ 2567 เช็กวันสำคัญทางศาสนา-วันมาฆบูชา ตรงกับวันที่เท่าไร

ผลบอลเอเชียน คัพ 2023 อินเดีย-ฮ่องกง ไม่ช่วย ไทยยังไม่เข้ารอบ 100 %

Back To Top