ราคาทองวันนี้ในประเทศไม่เปลี่ยนแปลง ต่างประเทศทะลุ 2,000 ดอลลาร์

สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองในประเทศ 25 พ.ย. 2566 เปิดการซื้อขายครั้งเดียววันเสาร์ไม่เปลี่ยนแปลง ภาพรวมสัปดาห์นี้ปรับเพิ่มขึ้นรวม 500 บาท หลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 2 สัปดาห์ก่อนหน้าคำพูดจาก สล็อต888

ตลาดรถยนต์เดือน พ.ย. หวังฟื้นตัวเล็กน้อยตามฤดูขาย 10 เดือนขายลดลง 7.5%

ททท.เร่งดึง นทท.จีน เสริมภาพลักษณ์เที่ยวเมืองไทยปลอดภัย

  • ทองคำแท่ง รับซื้อคืน 33,350บาท/บาททองคำ และขายออก 33,450 บาท/บาททองคำ
  • ทองรูปพรรณรับซื้อคืน 32,745.60 บาท/บาททองคำ และขายออก 33,950 บาท/บาททองคำ
  • ทอง 1 สลึงราคารวมค่ากำเหน็จ อยู่ที่ 4,681 บาท
  • ทอง 2 สลึงราคารวมค่ากำเหน็จ อยู่ที่ 8,863บาท
  • ทองครึ่งสลึงราคารวมค่ากำเหน็จ อยู่ที่17,225 บาท

ทองคำในประเทศ อ้างอิงตลาดสปอตที่ 2,002.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และอิงค่าเงินบาท 35.32 บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองปรับตัวขึ้นทะลุ2,000 ดอลลาร์ โดยทอง Spot เพิ่มขึ้นมาที่2,003 ดอลลาร์ โดยนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. 2566 ,ม.ค.256, มี.ค.2567 และพ.ค.2567 และจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.2567 เป็นต้นไป

บ่งชี้ว่าเฟดได้ยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 11 ครั้งนับตั้งแต่ที่เริ่มวัฏจักรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.2565 ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 5.25%

YLG ลุ้นทองคำยืนเหนือ 2,000 ดอลลาร์ ก่อนปรับเทรนด์สู่ขาขึ้น

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่าในระยะสั้นทองคำมีความผันผวนเคลื่อนไหวลักษณะดีดกลับสลับปรับตัวลง อย่างไรก็ตามโมเมนตัมจะเป็นบวกมากขึ้น หากการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสามารถยืนเหนือโซน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้ และหากดีดตัวทะลุโซน 2,070-2,079 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ได้

จะทำให้ทิศทางทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นอีกรอบ เนื่องจากเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันถึง 3 ครั้ง อย่างไรก็ตามหากไม่ผ่าน 2,070-2,079 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ อาจจะมีโอกาสแกว่งตัวลง นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง แม้ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐจะออกมาค่อนข้างดี

ขณะเดียวกันทองคำในประเทศก็ได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมามีสัญญาณแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าหากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องก็จะทำให้ทองคำในประเทศแกว่งตัวลงเช่นกัน จากปัจจัยทองคำในตลาดโลกที่ยังมีโอกาสแกว่งตัวลงในระยะสั้น และทองคำในประเทศที่ได้รับแรงกดดันจากเงินบาท

จึงแนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้นตามรอบ และทยอยขายหากมีกำไร โดยมองกรอบแนวรับระยะสั้นที่ 1,956-1,974 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แนวต้านที่ 2,027-2,048 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และแนวต้านถัดไปที่ 2,079 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำในประเทศให้แนวรับที่ 32,650-32,950 บาทต่อบาททองคำ แนวต้านที่ 33,850-34,200 บาทต่อบาททองคำ และ 34,750 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณด้วยค่าเงินบาท 35.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 23 พ.ย.2023 เวลา 10.30น.)

อย่างไรก็ดีหากราคาทองคำยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง นักลงทุนสามารถใช้จังหวะทยอยสะสม โดยการแบ่งรอบในการซื้อ เนื่องจากปัจจุบันทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความหวั่นไหวด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากธนาคารกลางทั่วโลกที่สะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และรองรับเทรนด์การลดการถือครองดอลลาร์​สหรัฐ

โดยไตรมาส 3/2566 สภาทองคำทั่วโลกได้รายงานว่าเข้าซื้อทองคำสูงสุดในรอบปีสูงกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 5 ปีถึง 8% ประเทศที่เข้าซื้อมากสุดคือ จีน โปแลนด์ สิงคโปร์ ลิเบีย และอินเดีย ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่สะสมทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยช่วง 3 ปีล่าสุด ไทยถือครองเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากจีน และเป็นอันดับ 11 ของโลก

Back To Top